เจ้าของบล็อกหวิดตาบอด!!!
posted on 29 Oct 2009 10:48 by saruknight
จงจำไว้เถอะ!!! ว่าทุกสิ่งที่อยู่รอบตัวคุณ มันสามรถทำร้ายคุณได้
เมื่อเดือนก่อน ผมต้องนอนเป็นผักอยู่บ้านนานเกือบ 2 อาทิตย์ เนื่องจาก ตาข้างซ้ายของผม
มันมองไม่เห็น เหตุเพราะ มีเศษกระดาษปลิวเข้าตา...
ขอย้ำว่า เหตุเพราะ มีเศษกระดาษปลิวเข้าตา
มีเศษกระดาษปลิวเข้าตา
มีเศษกระดาษปลิวเข้าตา
มีเศษกระดาษปลิวเข้าตา
เข้าตาๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ
ช่างบัดซบจิงๆ!!!
และ เศษกระดาษปลิวเข้าตาได้ยังไงน่ะเหรอ?
ถ้าอยากรู้เดี๋ยวจะเล่าให้ฟัง
( แล้วถ้าเขาไม่อยากรู้ล่ะ จะทำยังไง )
( ก็ช่างเขาดิ!!! จะเล่าอะ )
วันนั้น น้องชายสุดเลิฟของผม มันนั่งเผาเยลโล่เพจเจส เล่นอยู่หลังบ้าน อย่างสนุกสนาน
ซึ่งกองไฟ ในขณะนั้น มันก็ใหญ่พอ ที่จะเผาบ้าน มูลค่านับล้านลบเก้าแสนของผม
( คำนวณกันเอาเองนิว่าเหลือเท่าไรอะ ) ไหม้เป็นหน้ากองได้ในกระพริบตา…
ไวเท่าความคิดที่ว่า ไอ้อ้วนที่เรียนได้หน่วยกิจกระท่อนกระแท่น แบบขอไปทีอย่างผม คงไม่มี
ปัญญาปลูกบ้านเป็นของตัวเอง ได้ในเร็ววัน จำเป็นต้องอาศัยซุกหัวนอน ที่บ้าน ท่านพ่อท่านแม่
อีกนาน เป็นแน่แท้ เท่านั้นแหละ คุณเอ๋ย ผมวิ่งแบบสุดชีวิต และ ตีลังกาหมุนเป็นเกลียว 3 ตลบ
แบบสโลโมชั่น ตรู๊ด...ตรู๊ด...ตร๊ด... และก็ๆ พอเถอะซักไร้สาระแหละ เอาเป็นว่าผมรีบวิ่งไป
หยิบสายยางฉีดน้ำดับ ไอ้กองไฟ เยลโล่เพจเจส นั้นเละกัน
โอโห้พระเจ้า!!! ควันงี้ขโมงโฉงเฉง เหมือนยังกับ แก๊สน้ำตา ไล่พวกจลาจล กันเลยทีเดียว
ควันงี้กระจาย
เศษกระดาษปลิวว่อน
น้องชายสุดเลิฟอ้าปากหวอ ( ตูเผากระดาษเล่นอยู่ดีๆ เมิงเอาน้ำมาฉีดทำไม )
น้ำนองเต็มพื้น
และ สายยางที่กำลังพ่นน้ำประปา
ภาพเหล่านี้แหละ เป็นภาพสุดท้าย ที่ผมได้มองเห็นด้วยตาทั้ง 2 ข้าง เพราะมันมีเศษกระดาษ
ไหม้ไฟ จากเยลโล่เพจเจส กระจึ๋งนึง ปลิวเข้ามาเฟี้ยว~~~~~~~~ฉึก ที่ตาข้างซ้ายของผม
อ้ากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก!!!!
โคตรพ่อโคตรแม่เจ็บเลยโว้ย!!!!!!!!!!!!!!!
นั้นคือความรู้สึกของผมในตอนนั้น
ด้วยความที่พ่อแม่ของผม ท่านอบรมสั่งสอนผมมาดี ว่า อะไรเข้าตาอย่าขยี้เด็ดขาดนะเมิง
มีหรือผมจะไม่ทำตาม ผมรีบวิ่งไปที่ห้องน้ำ เพื่อลืมตาในน้ำ โดยเร็วเท่าที่จะเร็วได้…
โดยมี เสียงน้องชายสุดเลิฟ หัวเราะสมน้ำหน้า ที่เจือกไปดับไฟมัน กรรมเลยตามสนองเป็น
เสียงเซอร์ราวด์อยู่ข้างหลัง เมื่อถึงห้องน้ำ ผมก็หยิบขันขึ้นมาจ้วงน้ำ แล้วลืมตา(ในน้ำ) แล้ว
สาดทิ้ง ทำซ้ำไปซ้ำมาอย่างบ้าคลั่ง…
( อ้าว!!! งี้คนเขาก็รู้หมดเลยดิ ว่าที่บ้านยังอาบน้ำขันอยู่ แต่ช่างเถอะ เพราะยังไง ก็คงไม่มีใคร
รู้หรอกว่า กระจกรถเก๋ง ที่บ้านยังเป็นแบบไขอยู่น่ะ เหอะๆ...)
จ้วงไป ลืมไป สาดไป
จ้วงไป ลืมไป สาดไป
จ้วงไป ลืมไป สาดไป
ซ้ำไปซ้ำมาๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆอย่างบ้าคลั่ง แต่ ด้วยเหตุที่ เจ้าของบล็อกมีกรรมติดตัว
มาตั้งแต่กำเนิด แน่นอน ทำแค่นี้ มีหรือจะหายตาเจ็บ...
แต่ ช่างมันเถอะ เดี๋ยวก็คงหาย และ ถ้าไม่หาย สักวันเดี๋ยวก็คงชิน
( ตอนนั้น คิดอย่างนั้นจิงๆนะให้ตายเถอะ )
ส่องกระจกดู ตางี้แดงก่ำ และ เคืองตามากมาย
อ้า~~~~~~~~!!! พยายามมองโลกในแง่ดี ว่าเดี๋ยวก็หายๆ
นอนหลับตาสักพักเผื่ออาการมันจะดีขึ้น ซึ่งมันก็ดีขึ้นจิงๆ เลยไปดูหนังแผ่น กะ น้องชายสุดเลิฟ
ทั้งๆที่เป็นหนังตลก แต่ผมก็ร้องไห้ทั้งเรื่อง ไม่ใช่หนังมันสะกิดต่อมอะไรผมหรอก แต่มันเคืองตา
จนร้องไห้...ร้องไห้ไม่หยุด ตอนเช็คเมล์ก็ร้องไห้ ตอนกินข้าวก็ร้องไห้ ตอนนั่งขี้ก็ร้องไห้ ไม่รู้ว่าจะ
ร้องไห้ไปถึงไหน เลยตัดสินใจ อาบน้ำเข้านอนทันที แม้ยังแค่หัวค่ำอยู่ เพราะตัวผมมีความเชื่อ
ตั้งแต่เด็กๆว่า เจ็บไข้ได้ป่วย หรือ บาดเจ็บ อะไร ให้รีบเข้านอนโดยทันที เพราะตื่นขึ้นมาแล้ว
จะหายเอง เนื่องจากลืม ลืมไปว่าป่วย ลืมไปว่าเจ็บ แบบหัวสมองของผม มันเป็นปลาทองอะนะ
ซึ่งก็จะได้ผลบ้าง ไม่ได้ผลบ้าง ( แต่ส่วนใหญ่จะไม่ได้ผลนิ ) ว่าแล้วเลยนอน…
นอนๆๆๆๆๆ และ นอนๆๆๆๆ
ตื่นขึ้นมา รู้สึกดีขึ้น ตาซ้ายไม่เจ็บไม่เคือง ดังนั้น โดยรวมถือว่าดี แต่ติดอยู่อย่างเดียว
มันมองไม่เห็นแล้วอะสิ เฮ้ย!!! ฟักซีดเผือก ไหงเป็นงี้ฟะ ไม่เจ็บไม่เคือง แต่เสือกมองไม่เห็น
ลองหลับตาขวา แต่ไม่ได้หลับตาซ้าย มืดสนิท ชัวร์...ชัวร์เลย ตาซ้ายตู แม่งมองไม่เห็นแล้ว
รีบวิ่งไปส่องกระจก ตาซ้ายงี้บวมเป่ง น่าจะเป็นเพราะว่า นอนร้องไห้ทั้งคืน ขี้ตางี้เขอะ ยังกะ
ถนนเพิ่งถูกราดยางมะตอยเสร็จหมาดๆ และ เปลือกตาก็ปิดสนิท
อ้า~~~~~~~~~~~!!! จะทำยังไงดีๆ ลนลานๆ แต่ต้องตั้งสติๆ และ พยายามมองโลกในแง่ดี
ออ!!! ไม่เป็นไรๆ ถ้าเกิดบอดขึ้นมาจิงๆ เดี๋ยวไปเป็นฟรีเซ็นเตอร์ คู่กับ คุณเพชรา ก็ได้นี่
เอิ้กๆๆๆ!!! ไม่ช่ายเละ ตูยังไม่อยากรู้ว่า โลกใบนี้มีความงามที่มองเห็น และ มองไม่เห็น
ตอนนี้โว้ย ( ผมไม่ได้ตั้งใจล่วงเกินท่านนะครับ ขออภัย ณ ที่นี้ด้วย )
อ้ากกกกก!!! จะทำยังไงดีๆ ตั้งสติๆๆ อย่างแรกต้องจัดการกับขี้ตาก่อน วิ่งดุ๊กๆ ไปหยิบกระดาษ
ทิชชู่ชุบกับน้ำอุ่น แล้วเช็ดๆ แม่งหมดไปตั้ง 3-4 แผ่น แบบว่าขี้ตาเยอะจัด...
และแล้ว ก็ เคลียร์ขี้ตาสำเร็จ เหลือแต่ตาอันบวมเป่งจนเปลือกตาปิดสนิท อืมจะทำยังไงดีๆฟะ
เดี๋ยวไปเซริจหาทางแก้ ในกูเกิลดูเละกัน แบบว่าเรื่องแค่นี้ชิวๆ ( ช่างมองโลกในแง่ดีจิงๆเลยตู )
ว่าแต่ ลูกกะตาข้างใน เป็นอย่างไรมั่งหว่า ไหนลองแหกตาดูจิ...
สีขาวโพลน
ไม่ใช่ลูกกะตาดำเป็นสีขาวโพลนนะ แต่ผมมองด้วยตาซ้ายแล้ว เห็นทุกอย่างเป็นสีขาวโพลน
เฮ้ยๆ!!! ไม่ใช้เรื่องเล่นๆแล้วดิ จะทำยังไงดีวะตู วิ่งไปหาพ่อทั้งๆอย่างนั้น โดยมิได้ อาบน้ำ
แปรงฟัน ( จะแคร์ทำไม ปกติก็ไม่เคยอาบน้ำแปรงฟัน ตอนเช้าอยู่แล้ว ม่ายช่ายเละ )
ตอนนั้น พ่อกำลังส่องพระเครื่องอยู่...
ท่านพ่อ : “ อุปทาน อุปกิน นา ไม่เป็นอะไรหรอก อย่าคิดมากเลยๆ “
“ ปล่อยไว้ สักพักเดี๋ยวก็หายเอง เชื่อสิ “
ท่านพ่อพูดไป โดนที่สายตามิได้แลดู ลูกชายบังเกล้าคนนี้เลย สายตาท่านจับจ้องไปแต่ที่พระ
อ๋อ!!! ช่ายซิ~~~~~~~~~~~~อันตัวเรา มิใช่วัตถุมงคลนี่ มีหรือเขาจะมาสนใจ
งอลลลลลลลลลลลลลลลลลลลล!!!
( เฮ้ย!!! ไอ้เชี่ยนี่มันแอ๊บนี่กว่า )
ในเมื่อท่านพ่อมิสนใจ ก็วิ่งดุ๊กๆไปหาท่านแม่ต่อ...
ท่านแม่ : “ กรี๊ดดดดดดดดดดดดดดดดด!!!ลั่นบ้าน “
“ เป็นอย่างไรบ้างลูก เจ็บมั๊ย เป็นมากหรือเปล่า เป็นมานานแล้วหรือยัง “
“ แล้วๆๆ ฉอดๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ และ บลาๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ “
ผม : …
( แทบตอบไม่ทันกับคำถามที่ถ่าโถมเข้ามาใส่ )
( เฮ้อ!!! คนนึงก็แทบจะไม่สนใจ ส่วนอีกคนนึง ก็แลดูจะสนใจจนเกินเหตุ )
ผม : “ จะทำอย่างไรดีล่ะแม่ “ ผมเข้าประเด็น
ท่านแม่ : “ เอางี้!!! รอแปปนึงเละกันนะ “
พูดแล้วเดินไปที่บูชาพระ หยิบขวดน้ำโพลาริสขนาด 1.5 ลิตร กลับมาด้วยขวดนึง
ท่านแม่ : “ อ้าว!!! ลืมตาในน้ำมนต์นี่ซะ หายแน่... “
ผม : “ห๊ะ!!!อะไรนะ... “
ท่านแม่ : “ ก็บอกให้ลืมตาในน้ำมนต์นี่ไง หายแน่ “
ผม : เบิ่งมองน้ำมนต์ในขวด ตะกอนงี้ขุ่นคลั่กเลย
“ ไม่ดีมั้ง “
ท่านแม่ : “ ไม่ดงไม่ดีอะไรล่ะ!!! เนี่ย น้ำมนต์ของปู่...ตรู๊ดๆๆ...เซ็นเซอร์ๆ...เชียวน้า... ”
“ อย่าลบหลู่สิ “
ผม : ( ถ้าศรัทธาแล้วตาบอด มันก็ไม่ไหวนะ )
“ เอ่อ... “
ท่านแม่ : “ รีบๆ ลืมตาในน้ำมนต์ เข้าเถอะนา “
ผม : ( เอาว่ะ!!! ลืมก็ลืม )
ท่านแม่ “ ลืมทั้ง 2 ข้างเลยสิ “
ผม : “ เฮ้!!! เจ็บตาข้างเดียวนะ ไม่ได้เจ็บทั้ง 2 ข้างซักหน่อย “
ท่านแม่ : “ บอกให้ลืมทั้ง 2 ข้าง ก็ ทั้ง 2 ข้างสิ มันจะได้บาลานซ์กัน “
ผม : “ เอาอย่างนั้นเหรอ “
ท่านแม่ : “ เอาอย่างนั้นสิ “
ผม : ( เกรงว่ามันจะบอดทั้ง 2 ข้างอะจิ )
เมื่อผมลืมตาในน้ำมนต์เสร็จ ท่านแม่ก็ให้ผมนอนพัก เพื่อดูอาการสักระยะนึง
ผ่านไป 2-3 ชั่วโมง เป็นอย่างที่คิด ( อย่างที่ผมคิดนะ ไม่ใช่อย่างที่ท่านแม่คิด )
ไม่หาย แถมเคืองตามากกกกกกกกกกกกกกกกกกกก และ คราวนี้ไม่ได้เป็นแค่ข้างเดียวแล้ว
คราวนี้ แม่งเป็นทั้ง 2 ข้างเลย เคืองๆ น้ำตาไหลตลอด มองอะไรไม่เห็นเลย แบบว่าเคืองตามาก
ส่วนท่านแม่ ก็บอกว่า “ เดี๋ยวก็หายๆ ตอนนี้น้ำมนต์มันกำลังขับพิษอยู่ไง รอดูอาการไปอีก “
แล้วก็ผ่านไปอีกหลายชั่วโมง ไม่หายครับ และยังเคืองตาอยู่ น้ำตางี้ไหลเป็นน้ำตกแองโกล่าเละ
ท่านแม่ : “ เอางี้!!! ไปหาหมอเละกัน “
ผม : ( มันก็น่าจะเป็นอย่างนั้น ตั้งแต่แรกแล้วคับพี่น้องคับ )
เนื่องจาก โรคทางสายตา เป็น โรคเฉพาะทาง ประกอบกับ วันนั้นเป็นวันหยุด
จึงไม่มี โรงพยาบาลรัฐ หรือ คลินิกรักษาตา ( บางแห่ง ) ไหนยังเปิดทำการอยู่
เพราะเลยบ่าย 3 โมง ไปแล้ว...
( โรคเฉพาะทาง โรงพยาบาลรัฐ หรือ คลินิก ( บางแห่ง ) ในวันหยุด เขาไม่เปิดเต็มวัน )
ดังนั้น เหลือทางเลือกเดียว นั้นคือ โรงพยาบาลเอกชน...
ให้ท่านพ่อ โทรไปถามว่า โรงพยาบาลเอกชนไหน หมอว่าง เมื่อนัดได้ ก็ รีบแจง
ข้ามเรือข้ามน้ำ ( บ้านข้าพเจ้าอยู่ติดเจ้าพระยาอะนะ ) โบกแท็กซี่ไปทันที
โดยที่มิได้อาบน้ำ ล้างน้ำ หรือ แปรงฟันแต่อย่างใด ( เอาเป็นว่าไปทั้งอย่างนั้นเลยนั้นแหละ )
มีที่เปลี่ยนไปนิดนึง ก็คือ เอาผ้าก๊อสมาแปะตาซ้ายเอาไว้ กันเชื้อโรคเข้า
( แต่มันก็คงเข้าไปเรียบร้อยแล้วแหละ )
ระหว่างอยู่ในรถแท็กซี่ ท่านพ่อก็บ่นอุบอิบตลอดว่า
“ โธ่เอ๋ย!!! ตื่นตูมกันไปใย เจ็บตานิดเจ็บตาหน่อยคงไม่เป็นไรมากหรอก “
“ ไม่เห็นต้องไปโรงพยาบาลเลย แค่ฝุ่นเข้าตาเองมิใช่เหรอ “
อุบอิบไปๆ อุบอิบมา ตามประสาทคนแก่...
เมื่อถึงโรงพยาบาล ทันทีที่ คนเข็นรถวีลแชร์ เห็นหน้าผม ก็รีบเข็นรถวีลแชร์ มาให้ผมนั่งทันที
โดยที่ไม่ต้องให้สั่ง ก็อย่างว่าอะนะ ตอนนั้น ผม หัวกระเซิง หน้าสิว และ หน้ามัน ตาซ้ายปิด
ผ้าก๊อส ส่วนตาขวาน้ำตาไหล แถมยังปากเหม็นอีกตังหาก...
( เอ่อ!!! เดี๋ยวนี้ เขามองหน้าก็รู้แล้วเหรอ ว่า ปากเหม็นอะ ช่างมันเถอะเนอะ )
โดนรวมแล้ว ถือว่าโทรมได้โล่...
ท่านพ่อบอกว่า ไม่ต้องให้ผมนั่งรถวีลแชร์ก็ได้ มันเวอร์ไป แต่ ทางเขาบอกว่า ตาของผม
มันมองไม่เห็นทั้ง 2 ข้างแล้ว อาจจะทำให้เดินเหินไม่สะดวก เลยยืนยันให้นั่งรถวีลแชร์ดีกว่า
ท่านพ่อเลยยอม และ ขอยอมรับว่า นี่เป็นครั้งแรก ที่ผมได้นั่งรถวีลแชร์ แบบว่าผมไม่ได้เจ็บไข้
ได้ป่วยร้ายแรง จนถึงขั้นต้องเข้าออกโรงพยาบาลซักเท่าไรนักอะนะ...
( เห็นอย่างนี้เถอะ จิงๆแล้วร่างกายผมก็แข็งแรงนะเฟ้ย )
พอท่านพ่อไปทำเรื่อง ขอคิวตรวจให้ ตอนนั้น ไม่มีคนคอยคุมรถวีลแชร์ผม ไอ้ผมก็ขอลองเล่น
รถวีลแชร์ซักหน่อยวะ ตามประสาเด็กกำลังโต ( ตอนนั้น เมิงอายุ 20 กว่าแล้ว มิช่ายรึ )
เคลื่อนหน้า เคลื่อนหลัง เฮ้ย!!! สนุกว่ะ
เบรกหน้า เบรกหลัง เบรกแบบกระชาก เฮ้ย!!!มันโว้ย ขอซื้อไปเล่นบ้านได้มั๊ยเนี่ย
ไหนลองขับเป็นวงกลมดูจิ ฟิ้ว~~~~~~~~~!!! กึกกึก
ผม : ...
( ทับเชี่ยอะไรฟะ ดังกึกกึก )
( ลองถอยหลัง แล้วเดินหน้า อีกทีดูสิ )
กึกกึก!!!!!!!!!!!!
ผม : ( แน๊ะ!!! ดังอีกเละ )
( อย่าลืมนะคับว่า ตอนนั้น ตาของผมมองไม่เห็น จึงไม่รู้ว่าผมไปทับอะไร )
ผม : ( เสียงอะไรฟะๆๆ )
( อยากรู้ๆ )
จนกระทั่ง ท่านพ่อก็เข้ามาเฉลย ว่าผมขับรถวีลแชร์ ไปทับตีนนางพยาบาล เขา ถึง 2 ครั้ง
ก็เค้าไม่รู้นี่ แบบว่าตาเค้ามองไม่เห็นอะ แล้วจะรู้ได้ไงล่ะ ว่าตีนชีเขาจะไปอยู่ใต้ล้อรถ งุงิๆๆๆๆ
( ปัญญาอ่อนได้อีกตู )
แต่นางพยาบาลคนนั้น เขาก็ดีนะ โดนซะขนาดนั้น ยังไม่ร้องสักแอะ
( แต่ในใจของเขา คงด่าบุพการีของผม ไปเรียบร้อยแล้วแหละ )
( ขออภัย อย่างสุดซึ้ง นะคับ ท่านพ่อ T_T )
คราวนี้ ผมเลยได้รับการดูแลเป็นพิเศษ โดยมีนางพยาบาล คอยเข็นรถวีลแชร์ให้
( หวังว่าคงไม่ใช่ คนเดียวกับที่ถูกทับตีนนะ )
พอถึงหน้าห้องตรวจ ก็ยังมาล็อกล้อ และ คอยจับรถวีลแชร์ของผม ไม่ให้ขยับเขยื้อนให้อีก
( คงไม่ต้องบอกนะ ว่าทำไมเขาถึงบริการดี ถึงขนาดนี้อะ )
นั่งรอไปสักพัก นางพยาบาล ก็ขานชื่อผม
นางพยาบาลหน้าห้องตรวจ : คุณไน้ค่ะ ( นามสมมุติ )
เชิญมา วัดส่วนสูง น้ำหนัก และ ความดัน ค่ะ
ผม : ( ถูกนางพยาบาลฝ่ายเข็นรถ เข็นรถวีลแชร์ ดึ๊บๆๆ เข้าไปหา นางพยาบาลหน้าห้อง )
เอ่อ!!! ไม่ทราบว่า จำเป็นต้อง วัดส่วนสูง ชั่งน้ำหนัก กะ วัดความดัน ด้วยเหรอคับ
นางพยาบาลหน้าห้องตรวจ : ค่ะ จำเป็นค่ะ!!!
ผม : ( นี่!!!ตูตาเจ็บนะ ดังนั้น มันจะวัดส่วนสูง ชั่งน้ำหนัก และ วัดความดัน )
( ทำหอกสเปียร์หักอะไรฟะ ไม่เข้าใจ )
( ทำไมฟะ!!! ทำไม คนสูง 180 หายตาเจ็บ เร็วกว่า คนสูง 175 เหรอ )
( คนหนัก 81 หายตาเจ็บ ช้ากว่า คนหนัก 69 เหรอ )
( และ คนความดัน 90/60 เจ็บตามากกว่า คนความดัน 120/80 เหรอ )
( อยากรู้โว้ยยยยยยยยยยยยย!!! ว่ามันจะวัดทำซากอะไรฟะ )
นางพยาบาลหน้าห้องตรวจ : “ วัดส่วนสูงนะคะ “
ผม : “ คับๆ!!! “
( ผมขานรับอย่างว่าง่าย!!! แบบว่าสงสัยไปอย่างนั้นแหละ เอาเข้าจิงไม่กล้าถามเขาหรอก)
( ขี้ป๊อดเนอะ!!! ผมเนี่ย )
นางพยาบาลหน้าห้องตรวจ : “ สูงเท่าไรเหรอค่ะ “
ผม : “ เอ่อ~~~~!!! ผมตาเจ็บนะคับ มองไม่เห็นหรอก “
นางพยาบาลหน้าห้องตรวจ : “ อ้าว!!! งั้นเหรอค่ะ “
( แล้วเจ๊แก ก็ใช้นางพยาบาลที่เข็นรถวีลแชร์ให้ผม ไปดูส่วนสูงให้ )
( ทั้งๆที่ เจ๊แก ชะโงกหัว ก็น่าจะเห็นเลขเละ )
( เฮ้ย!!! เมิงตาเจ็บไม่ใช่เหรอ แล้วสู่รู้ได้ไงฟะ ว่า เจ๊แก ชะโงกหัวก็เห็นเลขเละอะ )
( นั้นดิเนอะ!!! )
นางพยาบาลหน้าห้องตรวจ : “ ต่อไปชั่งน้ำหนักนะคะ “
ผม : “ คับๆ “
นางพยาบาลหน้าห้องตรวจ : “ หนักเท่าไรค่ะ “
ผม : “ อ้าว!!! ”
( เจ๊แก!!! เขาพูดไม่รู้เรื่องนะเนี่ย... )
และแล้ว การวัดส่วนสูง ชั่งน้ำหนัก และ วัดความดัน ก็ผ่านไปด้วยดี
โดยที่ ผมไม่รู้เลย ว่า สูงเท่าไร หนักเท่าไร ความดันเท่าไร ก็ไม่มีใครมาบอกผมนี่
( อย่างที่บอก มันจะวัดทำซากอะไรฟะ...)
และแล้ว ผมก็ได้พบกับหมอซะที
( หลังจากผ่านไปกี่บรรทัดแล้วเนี่ย ต่อภาค 2 ดีกว่ามะ แบบว่ายาวเกินไปเละอะ )
( ช่างเถอะ!!! คุณอ่านมาขนาดนี้เละนี่ อ่านให้จบไปเลยเละกัน จะเป็นไรไป ว่ามะ )
หมอ เขาก็ให้ผมไปส่องที่เครื่องตรวจตา ซึ่งก็ออกทุลักทุเล น่าดู เนื่องจาก ตาซ้ายผม ลืมไม่ขึ้น
ทำยังไงๆ ก็ลืมไม่ขึ้น ลืมไม่ขึ้น แล้วหมอจะตรวจได้ยังไง สุดท้าย ก็ต้องให้ นางพยาบาลมาช่วย
ถ่างตาให้ เท่านั้น น้ำตาไหลพรากๆ ตอนนั้น แบบว่า เคืองตา และ แสบตามากๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ
และแล้ว ผลการตรวจก็ออกมา
หมอ : ( ตบโต๊ะทีนึง เพื่ออะไรก็ไม่รู้ )
“ ดีนะครับ!!! ที่รีบมา ตั้งแต่เนิ่นๆ ไม่งั้นตาบอดแน่ๆ “
ท่านพ่อ และ ผม : ( อึ้ง )
ท่านพ่อ : “ มันร้ายแรงขนาดนั้น เลยเหรอครับหมอ “
หมอ : “ คือ!!! มันก็มีความ น่าจะเป็นไปได้น่ะครับ “******
“ เนื่องจาก เลนส์ตาดำข้างซ้าย ของลูกชายคุณ มันเป็นแผล ”
“ แล้วตอนนี้ ก็มีฝ้าขึ้นรอบเลนส์ตาดำแล้วด้วย “
ผม : ( เฮ้อ!!! จะเป็นลม )
หมอ : “ ที่เป็นอย่างนี้!!! เพราะลูกชายคุณ ใส่คอนแทคเลนส์ ใช่มั๊ยครับ ”
หมอพูดเสียงดัง แล้วหันควับมาที่ผม พร้อมชี้นิ้วใส่ อารมณ์ประมาณว่า…
เอโดงาวะ โคนัน ชี้ตัว ฆาตากรได้แล้ว ก็มิได้ปาน
ท่านพ่อ : “ เปล่าครับ!!! ลูกผมไม่เคยใส่คอนแทคเลนส์ “
หมอ : “ อ้าว!!! เหรอครับ “ คราวนี้ หมอพูดเสียงอ่อย
“ แหมๆ!!! ส่วนใหญ่ที่เป็นแผลแบบนี้ มักจะเป็นเพราะใส่คอนแทคเลนส์นะครับ “
“ สรุปคงเป็นเพราะเศษผงปลิวเข้าตาจิงๆนั้นแหละครับ “
“ ลูกคุณ อาจจะไปขยี้มัน จนทำให้ตาเป็นแผล “
ผม : ( เอ่อ!!! ก่อนตรวจ รู้สึกผมก็บอกหมอไปแล้วนะคับ ว่า ผมไม่เคยขยี้ตา )
หมอ : “ เอาเป็นว่า หมอจะให้ยาหยอดตานะครับ “
“ หยอดทุกๆ 1 ชั่วโมงเลยนะครับ “
ผม : “ ห๊ะ!!! ทุกๆ 1 ชั่วโมงเลยเหรอคับ “
“ แล้วตอนนอนล่ะคับ “
หมอ : “ ตอนนอน ก็ต้องตื่นมาหยอดครับ “
“ เพราะยามันต้องหยอดทุกๆ 1 ชั่วโมง “
“ ไม่งั้น!!!บอดนะครับ ”
ผม : ( แหม!!!ไอ้คำหลังเนี่ย มันชัดถ้อยชัดคำจิงๆเลยเว้ยเฮ้ย )
หมอ : “ ส่วนตาขวาไม่ต้องไปหยอด หรือ ไปทำอะไรกับมันนะครับ “
“ หมอตรวจดูแล้ว น่าจะเป็นแค่การระคายเคือง จากน้ำสกปรกเท่านั้น “
“ ปล่อยไว้ สักพักเดี๋ยวก็จะหายเองครับ “
ผม : ( เป็นแค่การระคายเคือง จากน้ำสกปรกเท่านั้น )
( เป็นแค่การระคายเคือง จากน้ำสกปรกเท่านั้น )
( เป็นแค่การระคายเคือง จากน้ำสกปรกเท่านั้น )
( เฮ้!!! หมอที่นี่เก่งเว้ย วินิจฉัยถูกด้วย )
หมอ : “ ดังนั้น หมอขอให้ลูกคุณพ่อ ห้ามล้างหน้า หรือ สระผม เป็นอันขาด จนกว่าตาจะหาย
“ เพราะ หมอเกรงว่าน้ำประปาที่บ้านของคุณพ่อ จะไม่สะอาดน่ะครับ “
ผม : ...
( เอ่อ~~~!!! ผมควรจะบอกหมอเขาดีมั๊ยคับเนี่ย... )
( ว่าที่ตาขวา ผมเป็นแบบนี้น่ะ ไม่น่าจะเป็นเพราะน้ำประปาที่บ้านหรอก )
( น่าจะเป็นเพราะน้ำมนต์ศักดิ์สิทธิ์ ของ ท่านแม่ มากกว่าอะ )
ท่านพ่อ : “ ต้องเชื่อหมอเขานะลูก “
“ ช่วงนี้!!! ห้ามล้างหน้า กับ สระผม ไปก่อนแล้วกัน “
ผม : …
“ คะ...ครับ “
( ไม่บอกดีกว่า เดี๋ยวหมอเขาจะรู้ว่า บ้านผมนั้น นับถือพุทธคนล่ะนิกายกับหมอ )
( ซะปล่าวๆ )
หมอ : “ หมออยากจะแนะนำ คุณพ่อว่า ให้ช่วงนี้ ลูกคุณพ่อหยุดเรียนไปสักระยะนึงก่อนนะคับ”
ผม : ( ห๊ะ!!! หยุดเรียนเหรอ...เย้ๆ!!! หยุดเรียนๆ ดีจัยๆ)
( สันดานจิงๆเลยตู )
ท่านพ่อ : “ งั้นก็ หยุดเรียนไปก่อน แล้วกันนะลูก “
ผม : “ คับ “ ขานรับอย่างเสียงดังฟังชัด
หมอ : “ และ ตอนนี้ ห้ามดู TV เล่นคอมพิวเตอร์ อ่านหนังสือ และ อยู่ในที่มีแสงจ้าด้วยนะครับ “
ผม : ( ห๊ะ!!! อะไรนะ ต้องทำขนาดนั้นเลยเหรอฟะ )
ท่านพ่อ : “ ต้องทำตาม ที่หมอสั่งนะลูก “
ผม : “ คับ “ พูดแบบเสียงอ่อยๆ
หมอ : “ และ...เอ่อ~~~~~~~~~!!! “
ท่านพ่อ : “ คะ...ครับ “
หมอ : “ ว่าแต่ว่า ลูกชายคุณพ่อ ไม่เคยใส่คอนแทคเลนส์ จิงๆเหรอครับ ”
ผม : ...
( คนโรงพยาบาลนี้ พูดจาไม่ค่อยรู้เรื่องเว้ยเฮ้ย )
สุดท้าย หมอแนะนำว่า การที่ผมต้องหยอดตาทุกชั่วโมงนั้น การปิดผ้าก๊อส เป็นการกระทำที่
ไม่สมควรสักเท่าไรนัก เพราะเวลาหยอดตา ต้องแกะเข้าแกะออกผ้าก๊อสอยู่ตลอด
ดังนั้น ผ้าก๊อส ก็ไม่ได้กันเชื้อโรคอะไรเลย ซ้ำอาจจะติดเชื้อโรคมาจากผ้าก๊อสเสียอีกด้วย
และ การปิดผ้าก๊อสนั้น ทำให้อากาศไม่ถ่ายเท อาจทำให้ตาหายช้าอีก....
( เฮ้!!! ไม่บอกไม่รู้นะเนี่ย...) และ หมอก็สั่งยากิน เช้า กลางวัน เย็น และ ก่อนนอน ให้อีก
ชุดนึง โดยหมอนัดไว้อีก 4 วัน ให้มาตรวจใหม่
วันนั้น ท่านพ่อของผม โดนค่ารักษาไป 890 บาท
( ถูกกว่าที่คิดไป 110 บาทแฮะ เพราะคิดว่าต้องโดน 1000 อัพขึ้นแน่นอน )
และแล้ว ผมก็ได้กลับไป นอนๆๆๆๆ ( น้ามเนิ้มไม่ยอมอาบอีกเละ ) และ นอนๆๆๆๆ
TV ก็ดูไม่ได้ เพลย์ก็เล่นไม่ได้ คอมก็เล่นไม่ได้ หนังสือก็อ่านไม่ได้...
แล้วตูจะทำก๋วยเตี๋ยวเป็ดอะไรดีฟะ โธ่ๆ!!!ชีวิตวัยรุ่นตู ( อายุ 20 กว่าเขาก็ถือว่าวัยรุ่นอยู่ชิมิ )
ง่ำๆๆๆ!!! จะทำอะไรดีฟะ...คิดๆๆ...
ออ!!!โทรศัพท์คุยเล่นกับเพื่อนดีกว่า...
ตรู๊ด...ตรู๊ด...ตรู๊ด...!!!
โหลๆๆๆ!!! เฮ้ย กูมีไร จะเล่ามาให้ฟังว่ะ คือ กูตาเจ็บว่ะ
และ นี่คือ ฟีดแบ็ค ที่ผมได้รับ
“ เหรอ!!! ยินดีด้วยว่ะ เมิง “
“ เฮ้ย!!! จิงดิ เมื่อไร บอดว่ะ “
“ บอดแน่เมิง 555+ “
“ เดี๋ยวกูจะซื้อกะลาไปฝากนะ “
“ 555+ ฉลอง ไอ้ไน้ แม่งจะตาบอดแล้วโว้ย “
หึหึหึ!!! ตูเนี่ยช่าง มีเพื่อนเป็นตั่วเฮียทุกคนเลย...
แต่ล่ะคำ ที่หลุดมาจากปากพวกมันเนี่ย ช่างบั่นทอนจิตใจตู เสียยิ่งนัก
ดังนั้น การผลาญเวลาอันมีค่า โดยไปการคุยโทรศัพท์กับพวกมันเนี่ย คงจะไม่เข้าท่าชักเท่าไรนัก
( เดี๋ยวตาจะหายช้าซะเปล่าๆ เนื่องจากสภาพจิตใจนั้น ถูกบั่นทอน )
จะทำอะไรดีว่ะๆ...TV ก็ดูไม่ได้ เพลย์ก็เล่นไม่ได้ คอมก็เล่นไม่ได้ หนังสือก็อ่านไม่ได้...
จะทำอะไรดีโว้ย...แบบว่าว่างมากมายอะ...
ใช่แล้ว และแล้ว ผมก็คิดได้ ในเมื่อตาผม มองไม่เห็น อยู่ในโลกมืด เข้าหมวดดาร์กไซด์
ไหนๆ มันก็เป็นแบบนี้เละ ผมก็เลย หลับตา นั่งขัดตะหมาด มือขวา ทับ มือซ้าย นั่งสมาธิ
มันซะเลย จะได้ใช้เวลาว่างที่เหลือแหล่ เข้าถึงรสพระธรรม...
หลายนาทีผ่านไป...คร่อกฟี้...คร่อกฟี้...ผมหลับสนิท....
อย่างว่าอะเนอะ คนมันไม่เคยนั่งสมาธิอะ มันจะนั่งได้ชักกี่นาทีกัน ซักพักเดี๋ยวมันก็หลับแล้ว
เหอะๆ...แต่ก็นะ การนอนเนี่ย เป็นการเผาผลาญเวลาที่ดีที่สุด ของวัยรุ่นแล้ว ว่ามะ
( แถมยังทำให้ตัวสูงด้วย เพราะหลังจะยาวขึ้น )
แต่ ผมก็หลับได้ไม่นานหรอก เพราะจู่ๆท่านพ่อก็เข้ามาตบหน้าผม ( เบาๆ )
ท่านพ่อ : “ เฮ้ยๆ!!! ไน้ ตื่นๆ ตื่นขึ้นมาหยอดตาก่อน “
“ หมอเขาสั่งว่า ต้องหยอดตาทุกๆ 1 ชั่วโมงนะ เดี๋ยวก็ไม่หายหรอก “
เหอะๆ!!! ลืมไปซะสนิทเลยโว้ย ว่าผมต้องหยอดตาทุก 1 ชั่วโมง รวมทั้งตอนนอนด้วยอะ
สรุป!!! ก็นอนไม่ได้อีก ใช่มั๊ยเนี่ย
โธ่!!! ชีวิตบัดซบ
และแล้ว ชีวิต 4 วัน อันมืดมิด ของผม ก็ต้องฝากชีวิตไว้กับ คลื่นวิทยุ
เช้า ต้องฟัง ดีเจมดดำ กับ ดีเจกฤษ์ แห่งคลื่น 94 EFM
( ทำไม!!! พวกเฮีย ไม่มาจัด วันจันทร์ ถึง วันศุกร์ ฟะ )
เที่ยงๆ บ่ายๆ ต้องฟัง ดีเจเปิ้ลหน่อย กับ ดีเจสับปะรดแนน แห่งคลื่น 104.5 Fat Radio
( ชอบสองคนนี้มากกกกกกกกกก!!! ช่างเป็นคู่ดีเจ ที่เลิศเลอเพอร์เฟคที่สุด อะไรเช่นนี้ )
ตกเย็น ถึง หัวค่ำ ไม่ได้ฟังอะไรทั้งสิ้น ยกเว้น วันเสาร์ และ วันอาทิตย์ เท่านั้น ที่ต้องฟัง...
รวมดาวเก๋าสยาม กับ หนังหน้าไมค์ แห่งคลื่น 104.5 Fat Radio โตๆมันๆ อีกนั้นแหละ
( ทำไมรายการวิทยุ ช่วงตอนเช้าๆ!!! มันสนุกกว่า ช่วงตอนเย็นๆ กับ ดึกๆ อีกฟะ ไม่เข้าใจ )
( แล้วตอนไปเรียน ตูจะเปิดฟังได้ไงล่ะเนี่ย )
( นี่เป็นแค่ ความคิดส่วนตัวของผมนะคับ ดังนั้นโปรดอย่าใส่ใจ )
และแล้ว 4 วัน อันสุดแสนจะวังเวงของผม ก็ผ่านไปซะที
ผมก็ต้องไปให้หมอตรวจครั้งที่ 2 ( ตอนนั้น ตาผมเริ่มมองเห็นแล้วนะคับ )
ก่อนหน้า ที่หมอจะได้ตรวจผม ผมต้องไปวัด ส่วนสูง ชั่งน้ำหนัก และ วัดความดันอีกแล้ว
( และแน่นอน ผมไม่รู้ ว่า ผมสูงเท่าไร หนักเท่าไร ความดันเท่าไร อีกแล้ว ก็เขาไม่ได้บอกผมนี่ )
( ขอด่าอีกครั้ง เป็นครั้งสุดท้าย )
( จะวัดทำซากอะไรฟะ )
เมื่อวัดเสร็จแล้ว หมอก็ได้ตรวจผมซักที
หมอ : “ อาการดีขึ้นมากแล้วนะครับ “
“ ฝ้าที่เลนส์ตาดำ ตอนนี้ได้หายไปหมดแล้ว แต่ เลนส์ตาดำก็ยังมีแผลอยู่ “
ผม : ( แน่นอนล่ะ ตูต้องแหกตาหยอดยาทุกชั่วโมงนี่ จะไม่หายได้ไงฟะ )
หมอ : “ โชคดีนะครับ ฝ้าที่เลนส์ตาดำไม่ได้เกิดจาก เชื้อรา หรือ อะมีบา ”
“ ไม่งั้นต้องรักษากันเป็นปีๆเลย ”
ผม : ( เกิดจาก เชื้อรา หรือ อะมีบา )
“ เกิดจากเชื้อรา หรือ อะมีบา เนี่ย มันเกิดขึ้นได้ยังไงเหรอครับหมอ “
หมอ : “ อ๋อ!!! เชื้อราเนี่ย เกิดจากเศษหญ้า ปลิวเข้าตา เป็นต้นน่ะครับ ”
ผม : ...
( เศษหญ้าปลิวเข้าตา )
หมอ : “ ส่วนอะมีบา ก็น้ำสกปรกเข้าตา “
ผม : ( น้ำสกปรกเข้าตา นะ...น้ำ...น้ำมนต์แม่ตูล่ะ )
หมอ : “ ถ้าเป็นไอ้พวกนี้นะครับ “
“ โอ้ย!!! รักษากันยาว เป็นปีๆเลย เผลอๆ จะไม่หายเอาด้วย “
ผม : ( ห๊ะ!!! ไอ้แค่เศษหญ้าปลิวเข้าตาเนี่ย แม่งต้องรักษาเป็นปีๆเลยเหรอ )
( เดชะบุญ คนเราไปรบ ที่โคโซโว กลับ มาไม่เป็นอะไรเลยซักแอะ )
( ต่างกับคนบางคน ทำสวนอยู่หลังบ้าน เศษหญ้าปลิวเข้าตา แค่นั้นแหละ )
( พิการตาบอด...เฮ้อ!!! ชีวิตมนุษย์เนี่ย เป็นสิ่งไม่เที่ยงจิงๆ )
ท่านพ่อ : “ แล้วสรุปตอนนี้ ลูกผมเป็นไงบ้างล่ะครับหมอ “
หมอ : “ อ๋อ!!! ใกล้หายแล้วล่ะครับ คุณพ่อ “
“ แต่หมอ จะยังให้หยอดตาอยู่นะครับ “
“ เอ่อ!!! ไม่ทราบว่า ยาหมดแล้วหรือยังครับ “
ท่านพ่อ : “ ยากินหมดแล้วครับ ส่วนยาหยอดเหลืออยู่หน่อย “
หมอ : “ ไม่ทราบเอามาหรือเปล่าครับ หมอขอดูหน่อย “
ท่านพ่อ ก็ส่งยาหยอดตาไปให้คุณหมอดู คุณหมอก็แขว่งขวดยาไปมา
หมอ : “ อืมๆ!!! จะหมดแล้ว เดี๋ยวหมอจะสั่งให้ใหม่นะครับ “
ท่านพ่อ : “ เอ่อ~~~!!! หมอครับ... ”
“ แล้วนี่ ลูกผมยังต้องหยอดตาทุกๆชั่วโมง ”
“ รวมทั้งตอนนอนด้วยอีกหรือเปล่าครับ ”
หมอ : “ นี่...นี่...ลูกคุณหยอดตาทุกชั่วโมง รวมทั้งตอนนอนด้วยเหรอครับ ”
“ หึหึหึ...หึหึหึหึหึ ” หมอหัวเราะแบบกลั้นหัวเราะ
“ ทำจริงๆเหรอครับเนี่ย “
ท่านพ่อ : “ คะ...ครับ “
หมอ : “ ทุกวันเลยหรือเปล่า “
ท่านพ่อ : “ ทุกวันเลยครับ “
หมอ : “ หึหึหึ...ดีมากครับ ดีมาก...ที่ทำได้ ”
ผม : “ อ้าว!!! ก็หมอบอกว่า ถ้าไม่ทำเนี่ย ตาบอดเลยไงคับ “
หมอ : “ ห๊า!!! นี่วิตกกังวลขนาดนั้นเลยเหรอครับเนี่ย “
“ คือ หมอไม่เคยพูดเลยนะครับ ว่าถ้าไม่ทำแล้วตาจะบอด “
“ หมอแค่บอกว่า ถ้าไม่ทำแล้ว มีความเป็นไปได้ว่าจะบอดแค่นั้นเองครับ “*******
ผม : ( มันก็เหมือนๆกันนั้นแหละเฟ้ย )
หมอ : “ คือ แบบว่า หมอน่ะ วินิจฉัยโรคให้มันดูนั้นนิดนึงน่ะครับ “
“ เพื่อให้คนไข้ จะได้มีความกระตือรือร้น ที่จะรักษาอย่างจิงจัง “
“ ไม่น่าเชื่อเลยนะครับ ว่าลูกชายคุณพ่อจะทำได้จริงๆ เก่งมากๆเลยครับ “
“ แต่ ไม่ต้องหยอดตาตลอด 24 ชั่วโมง อย่างนั้นอีกแล้วนะครับ เพราะมันมีผลต่อตับ “
ผม : ( หมอแค่หลอกให้ ผมกลัว เพื่อให้ผมมี ความกระตือรือร้น ที่จะหยอดตา ว่างั้นเถอะ )
( แหม!!! ตลอด 4 วันมานี่ ไอ้เราก็หยอดแม่ง 24 ชั่วโมง ไม่ขาดเลยให้ตายเถอะ )
( ความจิงรู้สึกจะพลาดไม่หยอด แค่ 2 ครั้ง มั้ง แบบว่าตอนนั้น แหกขี้ตาตื่นไม่ไหวจิงๆอะ )
( ว่าแต่ ตับตูตอนนี้ เป็นยังไงบ้างฟะเนี่ย )
สรุป หมอก็วินิจฉัยว่า ผมใกล้หายแล้ว ล้างน้ำ สระผมได้แล้ว แต่ยังห้ามดู TV เล่นคอมพิวเตอร์
และ อยู่ในที่มีแสงจ้า ( ผมอ่านหนังสือได้แล้วนิ ) และ หมอก็สั่งให้ ผมหยอดตาทุก 1 ชั่วโมง
เหมือนเดิม ยกเว้นตอนนอน ( อ๊า~~~~!!! ตูได้นอนเต็มอิ่มซะที ) แถมหมอ ยังจัดยาหยอดตา
ขวดใหม่ให้ พร้อมกับ ยากิน อีก 1 อาทิตย์ โดยหมอนัดดูอาการ 1 สัปดาห์
และ หมอยังให้หยุดเรียนอยู่...
วันนั้น ท่านพ่อโดนค่าตรวจไป 939 บาท
อะไรนะ 939 บาท เหรอ...ไหงตอนใกล้หายแล้ว ค่ารักษามันแพงกว่า ตอนเป็นมากฟะ
ก็เลยเอาบิลมาเทียบกัน...
บิลค่ารักษาใบล่าสุด
1. ยาผู้ป่วยนอก 299 บาท
2. อุปกรณ์ของใช้ และ เครื่องมือที่ใช้นอกห้องผ่าตัด 100 บาท
3. ค่าบริการการพยาบาล 70 บาท
4. ค่าบริการการทางการแพทย์อื่นๆ 70 บาท
5. ตรวจรักษาผู้ป่วยนอก 400 บาท
รวม 939 บาท
และ ต่อไป เป็นบิลค่ารักษาใบเก่า
1. ยาผู้ป่วยนอก 250 บาท
2. อุปกรณ์ของใช้ และ เครื่องมือที่ใช้นอกห้องผ่าตัด 100 บาท
3. ค่าบริการการพยาบาล 70 บาท
4. ค่าบริการการทางการแพทย์อื่นๆ 70 บาท
5. ตรวจรักษาผู้ป่วยนอก 400 บาท
รวม 890 บาท
เฮ้ย!!! อะไรวะ มันต่างกันแค่ค่ายาเองนี่กว่า...แล้วไหนดูค่าต่างๆสิ
1. ยาผู้ป่วยนอก >>>>>> เออ!!!ผมต้องเอาอยู่แล้วล่ะ ไม่งั้นจะมารักษาทำไม
2 .อุปกรณ์ของใช้ และ เครื่องมือที่ใช้นอกห้องผ่าตัด >>>>>>> เดี๋ยวๆ นี่ ค่าอะไรฟะ
อยากบอกนะว่า เป็นค่า วัดส่วนสูง ชั่งน้ำหนัก และ ความดัน อะ
โห!!! แค่นี้ล่อ วัน ฮันเดรด บาท เลยเหรอฟะ
คราวหน้า ตูเอาตลับเมตรไปวัดเอง เขาจะลดให้มั๊ยเนี่ย
3. ค่าบริการการพยาบาล >>>>>>>>>> อันนี้ล่ะ ค่าอะไรฟะ ค่าเครื่องส่องตาอะเปล่า
4. ค่าบริการการทางการแพทย์อื่นๆ>>>>>>>>>อันนี้ ค่ารถวิลแชร์ ชิมิ
ถ้าใช่ รู้งี้ พ่อ จะดริฟท์ แม่งให้ทั่วโรงพยาบาลไปเลย ให้ตายเถอะ
( แหม!!!เสียดาย ไม่รู้ว่า เขาบวกค่าบริการไปด้วยแล้ว )
( ตรวจครั้งที่สอง เลยไม่ได้ขอเขานั่ง ว่าแต่ตูขอ 70 บาท คืนได้มั๊ยเนี่ย )
5. ตรวจรักษาผู้ป่วยนอก>>>>>>>>>แหมๆๆๆๆๆ!!!!แหมๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ!!!!
แค่คุณหมอบอกว่า ให้ผมหยอดตาล่อ 400 บาท ย้ำล่อตั้ง 400 บาท คุ้มไปเละ
แถมยังต้องไปหาสัปดาห์หน้าอีก เพื่อให้หมอบอก ว่า ตาหายแล้วนะครับ
แล้ว โดนอีก 400 นี่น่ะนะ ไม่ใช่เละ...
( แต่ก็จะไปว่าเขา ไม่ได้หรอก เพราะมันเป็น โรงพยาบาลเอกชน ซ้ำผมยังเป็นผู้ป่วยนอกอีก )
ผม กับ พ่อ จึงวางแผนการอย่างลับๆ ว่าถ้าอาการดีขึ้น จะเบี้ยวไม่ไปตรวจหมอแล้ว
( เหอะๆ!!!!แค่เจอหน้าลื้อ อั๋วต้องเสีย 400 บาท เรอะ ฝันไปเถอะ อาตี๋ลื้อเอ๊ย )
แต่ การที่หมอบอกว่า อาการผมเป็นไม่ร้ายแรงแล้ว ก็ทำให้ผม ขาดความใส่ใจกับการรักษาจิงๆ
คือ หยอดตาบ้าง ไม่หยอดตาบ้าง และ กินยาบ้าง ไม่กินยาบ้าง...
ซึ่ง ตอนนี้ ผม ก็ ไม่ค่อยแคร์เท่าไร ก็ ผมจะหายแล้วนี่
และ ไหนๆ ผม ก็ ละเลยที่หมอสั่งขนาดนี้เละ จะดู TV อีกจะเป็นไรฟะ
ว่าแล้ว ผมก็เปิด TV ดู ดูไปซักพัก ผมก็ร้องไห้...และ ร้องไห้อีกแล้ว...
ด้วยเหตุผลเดิมๆ...ว่าเนื้อหาอะไรใน TV ไม่ได้ไปสะกิดต่อมอะไรผมหรอก
แต่ ผมเคืองตามากมาย สรุป ตา ผมยังไม่หายนั้นเอง...
ดังนั้น ผมยังต้องไปหายหมออีก....
หึหึหึ!!! แววเสีย 400 ลอยมาตรงหน้าแล้วสิ
แต่ สุดท้าย ท่านพ่อ ก็ ให้ ผม ไปรักษาคลินิกรักษาตาแทน
ตรวจเหมือนโรงพยาบาลเด๊ะ ต่างกันแค่ ไม่มีบริการ รถวิลแชร์ กับ วัดส่วนสูง ชั่งน้ำหนัก
ตรวจความดัน เท่านั้นเอง และ หมอที่คลินิก ก็ ให้ ยาหยอดตา ขวดใหม่ หยอด 4 เวลา
เช้า กลางวัน เย็น และ ก่อนนอน กับ ยากิน 1 อาทิตย์ 4 เวลา เหมือนกัน...
โดนหมอนัดไว้ 1 สัปดาห์ และ หมอที่คลินิก ให้ผมไปเรียนได้แล้ว
โดย วันนั้น ท่านพ่อของผม โดนค่ารักษาไป 480 บาท
( หึๆๆๆๆ!!!! ถูกกว่าที่โรงพยาบาลเอกชน ตั้งครึ่ง )
และแล้ว ผมก็ได้ไปเรียนซักที เฮ้อ!!! ถึงผมจะขี้เกียจสันหลังขนาดนี้ก็เถอะนะ
แต่ จะให้หยุดเรียนนานๆ ก็ไม่ไหวนะคับ...
( เดี๋ยวก็ไม่รู้ว่า ใครเป็นแฟนใคร ใครเลิกกับใคร ใครได้กับใคร กันพอดี )
( สรุป ในหัวเมิงไม่มีเรื่องเรียนเลยชิมิ )
เมื่อ ผมไปเรียนเพื่อนๆ ของผม ก็ ต้อนรับการกลับมาของผม อย่างอบอุ่น...
“ เฮ้ย!!!lสรุปไม่บอดเหรอว่ะ เสียดายว่ะ “
“ ทำอีกทางไหน!!! ให้ฝุ่นเข้าตาว่ะ ฟายว่ะ “
“ ไหนๆ!!! บอดข้างไหนๆ ชี้ให้ตูดูหน่อยดิ “
“ แหม!!! มันน่าจะบอดๆไปเลย หมอไม่น่าพลาดว่ะ “
ฯลฯ
ผม ขอพูดอีกครั้ง เพื่อนๆของผม แม่งตั่วเฮียทุกคน...
ผ่านไป 1 สัปดาห์
หมอที่คลินิก : “ อืม!!!หายแล้วนะครับ “
ผม : “ จิงเหรอคับหมอ “
หมอที่คลินิก : “ ครับ!!! หายแล้ว แต่ ก็ ยังไม่หายดีซักเท่าไรนัก “
ผม : “ เอ๊ะ!!! “
หมอที่คลินิก : “ เดี๋ยวหมอ!!! จะจัดยาหยอดตา และ ยากิน ให้อีก 1 อาทิตย์ นะครับ “
ผม : ...
หมอที่คลินิก : “ แล้วหมอ!!! ขอนัดตรวจอาการอีก 1 สัปดาห์ นะคับ ”
ผม : ...
สรุป ว่า วันนั้น ท่านพ่อผม โดนไปอีก 480 บาท แต่ต่อลองหมอได้ว่า...
ยาหยอดตาขวดเก่า ยังไม่หมด ขอไม่เอาได้มั๊ย เลยได้จ่ายแค่ 280 บาท
และแล้ว คลินิก ก็ไม่ใครเห็น ผม อีกเลย เพราะ ผม ไม่อยาก ข้ามน้ำข้ามเรือ นั่งรถไปหาหมอ
เพื่อให้หมอบอกว่า “ ออ!!! ตาหายแล้วนะครับ เชิญไปจากค่าตรวจที่หน้าเคาร์เตอร์ได้เลย “
สรุป การที่ผม โดนแค่เศษกระดาษปลิวเข้าตา
ผมได้ ยาหยอดตา 3 ขวด ยากิน 72 เม็ด โดนค่ารักษาทั้งหมด 2589 บาท
เหอะๆ!!! ถือซะว่า ผมได้ฟาดเคราะห์ไปเละกันเนอะ...
ป.ล. จะว่าไปตอนนี้ ตาซ้ายผมก็ยังเคืองๆอยู่เลย
ป.ล.2 ออ!!! ขอบคุณที่อ่านจนจบนะคับผม ที่ผมพิมยาวๆขนาดนี้
ก็แค่อยากจะรู้ว่า จะมีคนอ่านถึงบรรทัดสุดท้ายซักกี่คน
ป.ล.3 ผมกลับมาเขียนบล็อกเหมือนเดิมแล้วนะคับ
หลังจากหนีไป สอบ ขายตรง จีบสาว ออก TV( แบบผ่านๆ ) และ เลี้ยงแมว มานาน
เจอกันได้ทุก อาทิตย์ นะคับ เพราะผมจะอัพบล็อก อาทิตย์ ล่ะนึงเรื่อง โดยประมาณ
ป.ล.4 ขอขอบคุณ คุณ งุงิ ณ เงอะงะ~! แห่งบล็อก (*´ω`*)~ไร้แก่นสารกับรินจัง~(*゚д゚)
ขอขอบคุณ คุณ [UdE - - MiwA]~!! แห่งบล็อก ( Ude Miwa ★ ไร้ความแน่นอน )
ขอขอบคุณ คุณ topzza แห่งบล็อก topzza
ขอขอบคุณ คุณ ซับบาธ... แห่งบล็อก ม่อๆเรนเจอร์ PROJECT !!!!!
ที่ช่วยผมแต่งบล็อกนะคับ...
ป.ล.5 และที่สำคัญ ขอขอบคุณ คุณ ta_THINK_nhong แห่งบล็อก ta_THINK_nhong
ที่ส่ง โปสการ์ดเป็นกำลังใจให้...เดี๋ยวขอโชว์นิดนึงคับ...

( ว้าวๆ!!! รูปน้องหมีน่ารักซะไม่มีอะ...)
และนี่คือ ข้อความข้างหลังโปสการ์ดคับ

แปลๆ เผื่อใครอ่านไม่เห็น...
สวัสดีเจ้าค่ะ 9 พ.ค.52
ตามที่เคยคิดว่า จะส่งอะไรมาหา…
วันนี้หนีกลับบ้านราชบุรีมาค่ะ...ที่บ้าน
บังเอิญว่าค่อนๆมาทางอัมพวา...ขับรถ
ไปไม่เกิน 15 นาที ก็ถึงแล้วหล่ะ...
ของเยอะ คนเยอะ โปสการ์ดสวย...
เสื้อก็สวยด้วยนะ แต่ไม่รู้ว่า คุณเป็ด
ใส่ SIZE อะไรเที่ยวนี้ ใส่แต่ POST CARD
กันไปก่อนนะคะ
แด่มิตรภาพใหม่
ตะติ๊งโหน่ง
งั้น ผมขอตอบ โปสการ์ดหน่อยเละกันนะ...
สวัสดีเจ้าค่ะ 9 พ.ค.52
สวัสดีคับผม 29 ต.ค.52 แหมๆตอบช้าได้โล่เลยตู
ตามที่เคยคิดว่า จะส่งอะไรมาหา…
ตามที่เคยคิดว่า จะตอบเร็วๆเหมือนกันคับ แต่สุดท้ายก็ตอบเลทไป เกือบ 6 เดือน
วันนี้หนีกลับบ้านราชบุรีมาค่ะ...
บ้านอยู่ที่ ราชบุรี เหรอคับ ส่วน ที่บ้านผม อยู่ สมุทรปราการนะคับ
ที่บ้านบังเอิญว่าค่อนๆมาทางอัมพวา...
ส่วนบ้านผม ค่อนๆมาทางตลาดน้ำบางน้ำผึ้งนะคับ
ขับรถไปไม่เกิน 15 นาที ก็ถึงแล้วหล่ะ...
เดินไม่ถึง 10 นาที ก็ถึงแล้วคับ
ของเยอะ คนเยอะ โปสการ์ดสวย...
ของน้อย คนเยอะ โปสการ์ดงั้นๆ
เสื้อก็สวยด้วยนะ...
เสื้อก็งั้นๆ เหมือนกันคับผม
แต่ไม่รู้ว่า คุณเป็ดใส่ SIZE อะไร
SIZE M คับผม SIZE M จำให้ขึ้นใจนะคับ ว่า ผม ใส่ SIZE M
เที่ยวนี้ ใส่แต่ POST CARD กันไปก่อนนะคะ
ด้วยความยินดีคับ ใส่แต่ POST CARD ไปก่อนก็ได้
แด่มิตรภาพใหม่
แด่มิตรภาพใหม่ เช่นกันคับ
( หวังว่าคุณ ตะติ๊งโหน่ง จะไม่ถือสา ที่ผมตอบ POST CARD ช้ามั่กๆนะคับ )
ตะติ๊งโหน่ง
เป็ดโง่
ป.ล. 6 เดี๋ยวผมจะส่ง POST CARD ไปให้ คุณ ตะติ๊งโหน่ง บ้างนะคับ ชวนรอรับด้วยนะ
ป.ล. 7 ถ้าผมขอที่อยู่ใคร ชวนบอกมาด้วยนะคับ คือผมจะส่ง POST CARD ให้น่ะ
ป.ล. 8 และ ถ้าใคร อยากจะส่ง POST CARD มาให้ผม ส่งมาได้เลยนะคับ ด้วยความยินดี
แบบว่า ผมชอบมาก~~~~~~~~~~~~!!! ถ้าจะส่งขอที่อยู่ผมมาเละกัน...
ป.ล.สุดท้าย ขอขอบคุณทุกคนที่อ่านจนจบถึงบรรทัดนี้คับ ขอบคุณมากๆนะคับ...
edit @ 20 Nov 2009 00:54:45 by เป็ดโง่ผจญภัย!!!


ผมว่า ตอนเห็นบิลค่ายใช้จ่าย คงตาสว่างได้แล้วนะ
ฮ่าๆๆๆ
#1 By ไส้ติ่ง on 2009-10-29 11:24